ส่อง Timeline กีตาร์ Martin ไลน์ผลิต USA มีกี่ซีรีส์? | Music Collection

man with martin guitar

หากพูดถึงกีตาร์โปร่งที่มือกีตาร์ทั่วโลกใฝ่ฝัน ชื่อของ C.F. Martin & Co. จะต้องอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ โดยเฉพาะไลน์ผลิต Made in USA ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพงานฝีมือและโทนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ วันนี้ Music Collection ในฐานะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะพาทุกคนไปย้อนรอย Timeline และเจาะลึกซีรีส์ต่างๆ ของ Martin USA ที่สร้างชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ทำความรู้จักโรงงาน Nazareth, Pennsylvania หัวใจหลักของไลน์ผลิต USA

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1833 โรงงาน Martin ที่เมือง Nazareth รัฐ Pennsylvania คือสถานที่ที่ประวัติศาสตร์ดนตรีถูกสร้างขึ้น กีตาร์ทุกตัวที่ผลิตจากที่นี่ไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี แต่คือผลงานศิลปะที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ไลน์ผลิต USA จึงเป็นมาตรฐานโลกที่นักดนตรีให้การยอมรับ ทั้งในเรื่องของวัสดุไม้แท้ (Solid Wood) คุณภาพสูง และเทคนิคการประกอบโครงสร้าง (Bracing) ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี

โครงสร้างซีรีส์ Martin USA

การแบ่งซีรีส์ของ Martin นั้นสะท้อนถึงการเดินทางของเสียงในแต่ละยุคสมัย โดยแต่ละกลุ่มจะมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนดังนี้ครับ:

  1. Standard Series: นิยามของคำว่า “มาตรฐานโลก”

นี่คือซีรีส์หลักที่สร้างชื่อเสียงให้ Martin มาอย่างยาวนานที่สุด รวบรวมรุ่นที่เป็นไอคอนิกอย่าง D-18, D-28, D-35 และ D-45 เอาไว้ จุดเด่นคือการใช้วัสดุไม้หน้า Solid Sitka Spruce คู่กับไม้หลัง Mahogany หรือ East Indian Rosewood เกรดพรีเมียม ให้เสียงที่กังวาน สมดุล และทรงพลัง เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบตั้งแต่ห้องอัดไปจนถึงเวทีคอนเสิร์ต

  1. Modern Deluxe Series

ในวาระกว่า 190 ปีของ Martin กีตาร์ซีรีส์ Modern Deluxe คือสะพานเชื่อมเสียงในตำนานเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างลงตัว ด้วยไม้หน้า VTS (Vintage Tone System) ที่ให้บุคลิกเสียงลึกซึ้งเหมือนกีตาร์วินเทจอายุร่วมศตวรรษ ผสานวัสดุล้ำสมัยอย่าง Titanium Truss Rod และ Carbon Fiber Bridge Plate ที่มอบความแข็งแกร่งและการส่งต่อพลังเสียงที่แม่นยำที่สุด

นอกจากนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อมือกีตาร์ยุคใหม่ด้วยทรงคอ Vintage Deluxe ที่รับกับอุ้งมืออย่างเป็นธรรมชาติ เสริมพลังเสียงด้วย Liquid Metal Bridge Pins และความหรูหราจากขอบ Flamed Maple นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า “Martin Sound” ที่คุ้นเคย สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้อย่างสง่างาม

  1. Vintage Series: กลิ่นอายดั้งเดิมในรูปลักษณ์ใหม่

ซีรีส์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อมือกีตาร์ที่หลงรักเสน่ห์ของกีตาร์ยุคเก่า โดยการนำดีไซน์คลาสสิกกลับมาทำใหม่ เช่น การใช้รูปทรงคอแบบ “V-Shape” การทำสีผิวเคลือบที่ดูเข้ม มีความขลัง และการใช้ลูกบิดแบบเปิด (Open-Geared Tuners) เพื่อให้ได้ลุคและเสียงที่มีกลิ่นอายย้อนยุคแต่มีความเสถียรตามมาตรฐานปัจจุบัน

  1. Golden Era (GE) Series: การกลับมาของ “ยุคทอง”

ซีรีส์ที่หยิบยกเอาสเปกจากยุคที่ดีที่สุดของ Martin (ปี 1930s – 1940s) มาผลิตอย่างพิถีพิถัน ความพิเศษที่เหนือกว่ารุ่นปกติคือการใช้ไม้หน้า Adirondack Spruce เกรดพรีเมียม ซึ่งเป็นไม้ที่ให้เสียงพุ่ง (Headroom) และมีพลังมากกว่า Spruce ทั่วไป พร้อมการใช้โครงสร้างแบบ Forward Shifted Scalloped X-Bracing เพื่อจำลองเสียงที่เปิดกว้างและมีมิติของกีตาร์วินเทจรุ่นดั้งเดิม

  1. Marquis Series: สเปคระดับพรีเมียม

สำหรับผู้ที่ต้องการเสียงสเปก Golden Era ในรูปลักษณ์ที่ดูสมัยใหม่ขึ้นเล็กน้อย Marquis Series คือคำตอบ ซีรีส์นี้จะใช้ไม้หน้า Adirondack Spruce และโครงสร้างแบบย้อนยุคเช่นเดียวกับ GE แต่มีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย เช่น การเลือกใช้วัสดุแทนงาช้าง (Fossilized Ivory) ในจุดต่างๆ เพื่อให้เป็นกีตาร์ที่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์แต่มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานในยุคปัจจุบัน

  1. Authentic Series: การจำลองประวัติศาสตร์แบบ “มิลต่อมิล” 

ซีรีส์ที่อยู่จุดสูงสุดของการจำลองกีตาร์วินเทจ ช่างฝีมือจะเข้าไปแกะสเปกจากกีตาร์ตัวจริงที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของ Martin นำมาผลิตใหม่ด้วยเทคนิคโบราณ เช่น การใช้กาวหนังสัตว์ (Hide Glue) และกระบวนการ VTS (Vintage Tone System) หรือการอบไม้เพื่อให้ได้เซลล์ไม้ที่แห้งและสั่นสะเทือนเหมือนไม้เก่าอายุ 80 ปี ทำให้เสียงที่ออกมาเหมือนคุณได้ย้อนเวลากลับไปเล่นกีตาร์ตัวใหม่ในปี 1937 เลยทีเดียว

  1. Custom & Special Editions

“ถ้า Standard คือบรรทัดฐาน และ Modern Deluxe คือนวัตกรรม… Custom & Special Edition ก็คือ ‘ที่สุดของตัวตน'”

ความเจ๋งของซีรีส์นี้คือที่มาเเละเรื่องราว  เมื่อคุณหยิบ Custom Shop ขึ้นมาดีด คุณกำลังสัมผัสกับงานฝีมือที่ใช้มนุษย์เป็นผู้รังสรรค์ เบื้องหลังเสียงกังวานที่เป็นเอกลักษณ์ของ 𝐂𝐮𝐬𝐭𝐨𝐦 𝐒𝐡𝐨𝐩 ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่คือ “มือ” ของกลุ่มช่างฝีมือระดับปรมาจารย์  ที่มองว่ากีตาร์หนึ่งตัวไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี แต่เป็นงานประติมากรรมที่ส่งเสียงร้องได้ ทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการสร้าง ผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถัน และเมื่อคุณครอบครอง Special Edition คุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีที่ C.F.Martin & Co. อยากจะบันทึกไว้

สำหรับคนที่หลงใหลในรายละเอียดลึกๆ ของงานไม้และประวัติศาสตร์ กีตาร์กลุ่มนี้คือ “สถานีสุดท้าย” ที่เติมเต็มทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และจิตวิญญาณได้อย่างไร้ที่ติ

ทำไมต้องมาลองที่ Music Collection?

ในฐานะ Official Distributor อย่างเป็นทางการของ Martin Guitar ในประเทศไทย เราเข้าใจดีว่ากีตาร์ระดับนี้ การอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ

  1. สินค้าครบทุกไลน์: เรามีกีตาร์ Martin USA ให้คุณเลือกครบทุกซีรีส์ ตั้งแต่รุ่นยอดนิยมไปจนถึงรุ่น Authentic และ Custom Shop ที่หาดูยาก
  2. เปรียบเทียบโทนเสียงจริง: ที่ Music Collection เรามีกีตาร์ Martin ครบรุ่นมากที่สุด ให้คุณได้ลองสัมผัส ได้ลองฟังเสียงเปรียบเทียบจนกว่าจะเจอ “เนื้อคู่” ที่แท้จริง
  3. ของแท้มีรับประกัน: ทุกตัวมาพร้อมการรับประกันจากต่างประเทศ (USA) และดูแลหลังการขายโดยช่างที่ผ่านการอบรมจาก Martin โดยตรง

ข้อมูลอ้างอิง:

Other interesting Music Facts

เช็ค 5 สัญญาณเตือน! เมื่อไหร่ที่กีตาร์ Martin ของคุณเริ่มมีปัญหาและต้องส่งช่างดูแล?

กีตาร์ Martin ที่เริ่มมีปัญหาจะส่งสัญญาณ 5 อย่าง คือ สายสูงขึ้นจนกดเจ็บนิ้ว · หน้าไม้โป่งหรือยุบ · สะพานสายเริ่มยกตัว · ปลายเฟร็ตคมบาดมือหรือมีเสียงบัซที่เพิ่งเกิด · และรอยแตกบนไม้

Read More »

ช่างต้องตรวจสอบและเซ็ตอัปอะไรบ้าง ก่อนส่งมอบกีตาร์โปร่งถึงมือคุณ?

ก่อนกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวจะถึงมือผู้ซื้อ ช่างต้องตรวจและปรับตั้งอย่างน้อย 5 ขั้น ได้แก่ ตรวจรับและยืนยันว่าเป็นของแท้ตรงรุ่น ตรวจสภาพ ปรับคอและระยะสายให้เล่นได้จริง ตรวจระบบไฟฟ้าในรุ่นที่มีปิ๊กอัพ

Read More »

7 คำถามที่ควรถามพนักงานก่อนเลือกซื้อกีตาร์โปร่งตัวแรก

คนส่วนใหญ่เดินเข้าร้านกีตาร์ครั้งแรกแล้วถามคำถามเดียวกัน คือ “ซื้อตัวไหนดีนะ” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด และนี้คือคำถามอีก 7 คำถามที่อาจจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น 

Read More »