ปัญหาเสียงเพี้ยนอาจดูเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วคืออุปสรรคใหญ่ของนักดนตรีทุกระดับ เพราะไม่ว่าเราจะเล่นได้คล่องแค่ไหน ถ้าเสียงไม่ตรงคีย์ เพลงก็จะเสียความไพเราะไปในทันที

เสียงเพี้ยนอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งสายที่ตึงหรือหย่อนเกินไป ความชื้นในอากาศ หรือแม้แต่คอกีตาร์ที่ตั้งไม่พอดี ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อโทนเสียงทั้งหมดของเครื่องดนตรี

1.ตรวจเช็ก “การตั้งสาย” เป็นอันดับแรก
เสียงเพี้ยนส่วนใหญ่เริ่มจากการตั้งสายไม่ตรง โดยเฉพาะหากใช้หูฟังอย่างเดียวโดยไม่พึ่งเครื่องตั้งสาย (Tuner) ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยแต่ส่งผลชัดเจนเมื่อนำไปเล่นรวมกับเครื่องดนตรีอื่น ควรใช้เครื่องตั้งสายแบบดิจิทัลหรือแอปบนมือถือที่มีความแม่นยำสูง และหมั่นตรวจทุกครั้งก่อนเล่น โดยเฉพาะหากคุณเก็บกีตาร์ไว้ในห้องที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย
2. เปลี่ยนสายกีตาร์เมื่อเริ่มเสื่อมสภาพ
สายกีตาร์ที่ใช้มานานเกินไปจะสูญเสียความตึงตัว เสียงที่ได้จึงไม่คงที่และมักเพี้ยนโดยเฉพาะสายที่ถูกดีดแรงบ่อย ๆ สัญญาณที่บอกว่าสายเริ่มเสื่อมคือเสียงทึบ เล่นแล้วไม่คม หรือมีคราบสนิมจับ การเปลี่ยนสายทุก 3-6 เดือน (ขึ้นอยู่กับความถี่ในการเล่น) คือช่วงเวลาที่เหมาะสม และอย่าลืมเปลี่ยนครบทั้งชุด เพื่อให้ความสมดุลของแรงตึงในคอกีตาร์เท่ากัน
3. ระวังผลของความชื้นและอุณหภูมิ
กีตาร์โปร่ง ทำจากไม้และไม้คือวัสดุที่ “ขยายและหดตัว” ตามสภาพอากาศ ความชื้นที่มากเกินไปอาจทำให้คอกีตาร์โก่ง เสียงจึงเพี้ยนได้โดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน หากอากาศแห้งเกินไป ตัวกีตาร์อาจหดจนสายตั้งตึงเกิน ทำให้เสียงแหลมจัดผิดธรรมชาติ ควรเก็บกีตาร์ในห้องที่อุณหภูมิคงที่ หรือใช้ตัวควบคุมความชื้น (Humidifier) ที่ออกแบบมาสำหรับกีตาร์โดยเฉพาะ
4. ตรวจสอบ “น็อตและคอ” กีตาร์
หลายคนมักมองข้ามเรื่องการตั้งคอกีตาร์ แต่ความจริงแล้ว “คอกีตาร์ที่โก่งหรือแอ่น” คือหนึ่งในต้นเหตุหลักของเสียงเพี้ยน หากรู้สึกว่าสายบางเส้นเล่นแล้วเพี้ยนเฉพาะจุด เช่น บนเฟรตที่ 5 หรือ 7 นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคอไม่สมดุล ควรนำไปให้ช่างซ่อมหรือร้านกีตาร์ปรับ “ทัชชิ่ง” และ “ทรัสร็อด” ให้เหมาะสม เพื่อให้แรงตึงของสายและระดับเฟรตบาลานซ์กัน
5. ใช้เครื่องตั้งสายแบบติดหัวกีตาร์
สำหรับผู้ที่เล่นบ่อยในที่แสงน้อย เช่น ร้านกาแฟ หรือห้องซ้อม การใช้เครื่องตั้งสายแบบติดหัวกีตาร์ (Clip-on Tuner) เป็นทางเลือกที่สะดวกและแม่นยำ เพราะตรวจจับการสั่นสะเทือนโดยตรงจากตัวเครื่อง ไม่ต้องอาศัยเสียงจากไมโครโฟน จึงไม่ถูกรบกวนจากเสียงรอบข้าง
6. หมั่นตรวจเช็กจุดสัมผัสของสาย
บริเวณ “นัท” (Nut) และ “สะพานสาย” (Bridge) คือจุดที่สายกีตาร์สัมผัสโดยตรง หากจุดเหล่านี้สึกหรือมีเศษฝุ่นอุด อาจทำให้สายไม่วางแนบสนิทจนเกิดเสียงเพี้ยน โดยเฉพาะสายที่อยู่ริมสุด ควรทำความสะอาดเป็นประจำ และหากพบว่าช่องนัทสึกมาก ควรให้ช่างทำการขัดหรือเปลี่ยนใหม่
7. ฝึกหูฟังและความรู้สึกเรื่องเสียง
แม้จะมีเครื่องตั้งสายดีแค่ไหน แต่การฝึกฟังด้วยหูของตัวเองยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยากพัฒนาไปถึงระดับอาชีพ การฝึกฟังความแตกต่างของเสียงเพี้ยนเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้คุณตั้งสายและ จูนเสียงได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นทักษะที่มือกีตาร์ทุกคนควรมีติดตัว
8. รู้จักเสียงของกีตาร์ตัวเอง
กีตาร์แต่ละตัวมีเอกลักษณ์เสียงต่างกัน แม้จะตั้งสายตรงทุกเส้น เสียงที่ได้อาจไม่เหมือนกันเลย การจดจำ “เอกลักษณ์ของเสียง” ที่มีในกีตาร์ตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น กีตาร์บางตัวเสียงอบอุ่น บางตัวเสียงใสกังวาน การรู้จักลักษณะเสียงนี้จะช่วยให้คุณแยกแยะได้ง่ายว่าเสียงเพี้ยนจริง หรือเป็นโทนธรรมชาติของกีตาร์
9. หมั่นดูแลรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ
การเช็ดสายหลังเล่นทุกครั้ง ช่วยลดคราบเหงื่อและสิ่งสกปรกที่ทำให้สายเสื่อมเร็ว การเก็บกีตาร์ในซองกันชื้นก็ช่วยยืดอายุได้มากขึ้น การดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจดูไม่สำคัญ แต่สะสมผลลัพธ์ในระยะยาวได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องเสียงและความคงทนของตัวกีตาร์
10. เมื่อเสียงเพี้ยนบ่อยผิดปกติ ควรให้ช่างตรวจ
หากลองทุกวิธีแล้วยังเพี้ยนอยู่เรื่อย ๆ อาจไม่ใช่ปัญหาจากสายหรือสภาพอากาศ แต่เป็นโครงสร้างของกีตาร์เอง เช่น คอที่บิด หรือเฟรตไม่เท่ากัน การให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็กจะช่วยประเมินได้ว่าควรซ่อมหรือปรับอย่างไร เพื่อให้กีตาร์กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
เสียงที่ตรงและชัดคือหัวใจของการเล่นกีตาร์ ไม่ว่าคุณจะเล่นเพลงแนวใด การดูแลและใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้คือพื้นฐานที่จะช่วยให้ทุกเพลงที่คุณดีดออกมาสะท้อนความเป็นตัวคุณได้ชัดเจนที่สุด


